น้ำในร่างกายกับผิวพรรณ 

ผิวหนังของคนเราชั้นบนสุดคือผิวหนังที่ตายแล้ว (ที่คุณถูออกมาเป็นขี้ไคลนั่นไง) ชั้นล่างลงไปคือเซลล์ปกติมีลักษณะยาวรีคล้ายใบไม้เรียงต่อกันเป็นตาข่าย แต่ละเซลล์จะมีน้ำไปหล่อเลี้ยง  ซึ่งถ้าได้รับน้ำเพียงพอตัวเขาจะกลม ๆ ป่อง ๆ เมื่อแสงตกกระทบจะดูมีน้ำมีนวล แต่ถ้าขาดน้ำเซลล์จะเล็กฟีบ ดูเหี่ยวแห้ง ไม่มีชีวิตชีวา รอบ ๆ เซลล์ก็ต้องมีน้ำหล่อลื่น ในชั้นคอลลาเจนก็ต้องการน้ำเพื่อความตึงตัวเช่นกัน

บ้านเราอากาศร้อน ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย ฉะนั้นใครต้องการมีผิวพรรณเปล่งปลั่งจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ธรรมชาติกำหนดให้มีชั้นไขมันเคลือบผิวหนังของเราไว้ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ ยิ่งคุณดื่มน้ำน้อยก็ยิ่งต้องรักษาสภาพของชั้นไขมันนี้ไว้ คนผิวมันจึงเป็นคนมีบุญ แต่มักเข้าใจผิดคิดว่าเนื้อตัวสกปรก ใช้สบู่ฟอกกำจัดชั้นมันของผิวหนังออกหมด จนกลายเป็นคนผิวมันที่ขาดความชุ่มชื้นไป

ส่วนคนผิวแห้ง คือ คนที่ร่างกายสร้างชั้นไขมันไม่พอ จึงควรใช้น้ำมันจากภายนอกทาปกป้องไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นร่างกายจะฟ้องโดยเริ่มจากปากแห้ง ผิวแห้ง โดยเฉพาะตามแขน ขา หน้าแข้งซึ่งมีไขมันใต้ผิวหนังหล่อเลี้ยงน้อย คนที่ไม่ชอบดื่มน้ำจึงดูไม่สดใส

สำหรับครีมบำรุงผิวที่มีมากมายหลายยี่ห้อนั้นต่างก็มีพื้นฐานเดียวกันคือ มีคุณสมบัติป้องกันการสูญเสียน้ำ เพราะน้ำคือตัวทำ ให้ผิวสวย คนที่ผิวแพ้ง่าย ระคายเคือง เดี๋ยวคันเดี๋ยวแดง พวกนี้ผิวสูญเสียน้ำเยอะ ต้องรีบฟื้นฟู

รู้อย่างนี้แล้วพยายามดื่มน้ำให้มากเข้าไว้จะดีที่สุด (ยกเว้นคนเป็นโรคไต หรือโรคที่แพทย์สั่งควบคุมการดื่มน้ำ) เพราะการรับน้ำเข้าสู่ร่างกายมีวิธีเดียวเท่านั้น  ส่วนการทำความสะอาดก็เอาแค่พอควร จะได้ไม่เป็นการทำลายชั้นไขมัน และเปิดรูให้น้ำระเหยออก

ส่วนเรื่องของการใช้น้ำเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง หรือที่เรียกว่าวอเตอร์เบท มีมาแต่สมัยโบราณแล้ว จุดประสงค์เราไม่ได้ต้องการน้ำจากเครื่องสำอางหรอกนะคะ แต่คนที่ผิวมันอยู่แล้ว และต้องการให้อาหารผิว จำพวกวิตามินอี วิตามินซี หรือสารแอนตี้ออกซิเดนซ์ต่าง ๆ ก็ควรใช้เครื่องสำอางในรูปวอเตอร์เบท เพื่อให้น้ำเป็นตัวนำอาหารผิวเหล่านั้นเข้าไป เป็นการหลีกเลี่ยงสาเหตุของสิวอุดตัน

 พลังแห่งสายน้ำ

เนื่องจากน้ำมีแรงพยุงตัวทำให้น้ำหนักตัวลดลงเหลือเพียง 10-15 % ขณะอยู่ในน้ำ การเคลื่อนไหวของร่างกายจึงทำได้อย่างง่ายดาย สภาพไร้น้ำหนักและแรงกระแทก จึงป้องกันการกระทบกระเทือน การบาดเจ็บของกระดูกและข้อต่อต่าง ๆ น้ำมีแรงต้านโดยธรรมชาติ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง รูปร่างเพรียวสมส่วน

แรงดันของน้ำช่วยให้ความดันโลหิตลดลง และชีพจรเต้นช้าลง การสูบฉีดของหัวใจ และการไหลเวียนโลหิตในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในน้ำระบบระบายความร้อนของร่างกายจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถระบายความร้อนได้ดีกว่าปกติถึง 25 เท่า เมื่อเทียบกับการระบายความร้อนในอุณภูมิที่เท่ากัน

การออกกำลังกายในน้ำจึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัยเพราะมีความปลอดภัยสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัด เช่น ผู้หญิงท้อง ผู้สูงอายุ ผู้มีปัญหาเรื่องข้อ คนที่มีน้ำหนักเกินพิกัด

ส่วนธาราบำบัด หรือ Hydrotherapy เป็นการใช้น้ำร้อน น้ำเย็น และคุณสมบัติอื่น ๆ ของน้ำในการรักษาผู้ป่วยโดยไม่ต้องออกกำลังกาย เช่น การอบไอน้ำเพื่อให้ร่างกายขับของเสียทางเหงื่อ แช่น้ำเพื่อลดการอักเสบของผู้ถูกไฟไหม้ ฯลฯ ซึ่งได้แนวคิดมาจากการนิยมอาบน้ำแร่รักษาโรคปวดข้อ และผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อทุกส่วนของชาวโรมัน

ทุกวันนี้มีผู้นำหลักการเหล่านั้นมาใช้ในแง่ของการผ่อนคลายมากขึ้น เพราะเชื่อว่าเมื่อร่างกายผ่อนคลาย สุขภาพดี ย่อมส่งผลต่อจิตใจและความงามด้วย

 น้ำร้อนหรือน้ำเย็น

สำหรับสุขภาพ การแช่น้ำอุ่นเป็นการผ่อนคลายที่ยอดเยี่ยม เลือดไหลเวียนสะดวก แต่ในขณะเดียวกันถ้านานและร้อนเกินไปกลับทำให้ผิวแห้ง (ส่งผลเสียต่อความงาม) รูขุมขนขยาย เส้นเลือดฝอยขยายจนเห็นเป็นรอยแดง อาจก่อให้เกิดฝ้า แพทย์ผิวหนังจึงแนะนำให้ราดน้ำอุณหภูมิปกติเป็นน้ำสุดท้ายเพื่อปิดรูขุมขนเสมอ

ในขณะที่การอาบน้ำเย็นเพื่อสุขภาพ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า แต่ถ้าเย็นเกินไปก็ทำให้ผิวแห้งได้อีกเช่นกัน

เช่นเดียวกับการดื่มน้ำ…น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิปกติ ส่งผลดีต่อสุขภาพ ไม่ทำให้ตัวเราเย็นมาก โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้เสียงมาก ถ้าดื่มน้ำเย็นทำให้เส้นเลือดฝอยยิ่งตีบ กล่องเสียงยิ่งทำงานไม่ดี แต่อุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่มีผลต่อความงาม ขอเพียงดื่มให้มากและเพียงพอเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการดื่มน้ำเย็นจัดเป็นเทคนิคหนึ่งในการควบคุมอาหารหรือลดความอ้วนอีกด้วย เพราะเมื่อดื่มน้ำเย็นจัด 4-6 องศาเซลเซียล พลังงานที่ร่างกายเราต้องใช้ในการปรับน้ำเย็นให้เป็นน้ำอุณภูมิร่างกายก็เป็นการเผาผลาญแคลอรี่อย่างหนึ่ง

ฉะนั้นก่อนตัดสินใจเลือกใช้ประโยชน์จากน้ำ ต้องคิดตั้งแต่ต้นจนจบก่อนคะว่าคุณต้องการผลอะไรจากการเลือกนั้น ๆ  ที่สำคัญถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน หรือเดินทางสายกลางไว้เป็นดีที่สุดค่ะ

date22 Dec
1.หยุดผมร่วง รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วง
ได้ดี การรับประทาน กล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่
กับหนังศีรษะได้นานวัน

2.ลดผิวมัน รับประทานธัญญาหารทุกเช้า ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้ง
การผลิตน้ำมันส่วนเกิน ของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผม
บางและมัน

3.หยุดการลอกของผิวหนัง รับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน อาหารทะเล
หรือสลัดผักสดก็ได้

4.ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วย
กระตุ้นการสร้าง ผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและ
ขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน

5.ชะลอผมหงอก รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อน
มื้ออาหาร ถั่วลิสงมี วิตามินบีที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และ
ยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย

6.ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี รับประทานฝรั่ง หรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะ
ช่วยเก็บรักษา คอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทาน
มะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับ ผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซี
เช่นกัน

7.ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย
และร่างกายเกิดความ ต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูก
ทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษ

date14 Dec

ไม่ได้ล้ม เพื่อให้ใครข้าม

บทความ

ทุกคนเคยล้ม…
แต่ลักษณะการล้มไม่เหมือนกัน

บางคนพอใจจะนอนจมอยู่กับบาดแผล
และคร่ำครวญกล่าวโทษการเดินที่ไม่ระมัดระวังของตัวเอง
และรอให้บาดแผลมันเปื่อยเน่าจนไม่อาจเยียวยา

ในขณะที่เราเดิน
มีคนนับสิบที่เดินตามหลังเรามาติด ๆ
เพื่อที่จะรอโอกาสที่จะเดินแซงขึ้นไปทุกขณะ
หนึ่งก้าวที่เรารีรอ คือสิบก้าวที่เขาเร่งฝีเท้า
ในเวลาชั่วนาที…ไม่มีใครบอกได้ว่า
จะทำให้ชีวิตเธอยิ่งใหญ่หรือล้มเหลวหรือไม่

แต่ในขณะที่เธอนอนเจ็บหนักอยู่ที่พื้น
ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด
เพราะเพียงเสี้ยววินาทีเดียว
คนพวกนั้นจะเดินข้ามเธอไป

date8 Dec

กับคนที่ไม่สมควรรัก บางทีก็ควรปล่อยเขาไป

บทความความรัก

อย่าปล่อยให้เราเคยชินกับความรู้สึกว่า เมื่อรักก็ต้องได้มา จนลืมไปว่า…บางทีแม้จะรัก ก็ควรปล่อยเขาไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าการมีเขาทำให้เราต้องเดินลงไปในบ่อน้ำอันตรายและต้องตายแน่ ๆ

“รักออกแบบไม่ได้” ฉันเชื่อว่าถ้าคนรุ่นราวคราวเดียวกับฉันได้ยินวลีนี้ จะต้องนึกถึงภาพยนตร์ไทยที่โด่งดังมากเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเรื่องราวคร่าว ๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าถึงเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่งที่รักกันมาก หากแต่ความผูกพันต้องวุ่นวาย ด้วยความรักที่ไม่ลงตัว จนสุดท้ายต้องกลายเป็นโศกนาฎกรรมในหมู่เพื่อน

ทั้งที่รู้ว่ารักกันแล้วจะทำให้เกิดปัญหา แต่เพราะคนเราต่างออกแบบความรักให้เป็นไปตามหัวใจของเราไม่ได้ สุดท้ายเราก็ต้องยอมอ่อนข้อให้กับหัวใจ ยอมให้เรื่องเศร้า ๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นมา เพราะเราไม่อาจควบคุมหัวใจของเราให้เลิกรัก หรือรักใครได้จริง ๆ

ตอนดูภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรก ฉันชอบและรู้สึกมันโดนใจเข้าอย่างจัง ฉันรู้สึกทันทีเลยว่า…ใช่เลย!!! ความรักเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมทุกอย่าง เหมือนกับที่เราไม่อาจสั่งตัวเองให้กลั้นหายใจได้ หรือสั่งให้สมองเราหยุดคิด หรือห้ามไม่ให้เลือดในตัวเราหยุดไหลได้ แม้ว่าทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้นในร่างกายเราแท้ ๆ

ทุกวันนี้…ฉันก็ยังมีความเชื่ออย่างนั้นอยู่เสมอ เชื่อว่าความรักอยู่เหนือการควบคุมของเรา หากเรารักใครสักคน ต่อให้มีล้านเหตุผลที่ควรเลิกรัก เราก็ไม่อาจเลิกรักหรือหยุดหยุดคิดถึงเขาได้สักครั้ง และนั่นก็ทำให้ฉันเข้าใจว่า…เวลาที่เห็นใคร ๆ ร้องไห้ให้กับคนรักที่ใจร้าย เห็นคนที่ไม่อาจตัดใจจากการรักคนที่มีเจ้าของแล้ว หรือสั่งตัวเองให้เลิกรัก คนที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าไม่สมควรรัก นั่นเป็นเพราะ…เราดันไปตกหลุมรักคนที่ไม่สมควรไปรัก จนถอนตัวไม่ขึ้น!!!

เหมือนเพื่อนของฉันคนหนึ่ง แม้พยายามสักกี่ครั้งที่จะไม่แพ้ทางผู้ชายประเภทปากหวาน เจ้าชู้ และไม่รู้จักพอ แต่ก็ไม่เคยทำได้ นั่นทำให้ทุกครั้งที่เธอตกลงเป็นแฟนกับใคร ก็มักจะเจอปัญหาเดิม ๆ คือ เขาหนีไปมีกิ๊กอยู่เรื่อย สุดท้ายเรื่องก็มักลงเอยในแบบเดิม ๆ คือ ผิดหวัง ร้องไห้ เสียใจ และเสียเวลาไปตั้งมากมาย ในการทดลองรักกับคนที่ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคนรัก

ในฤดูฝน…บ้านของฉันจะมีมดเยอะมากกว่าฤดูอื่น ๆ เสมอ และหนึ่งในปัญหาชวนปวดสมองที่มีมาทุกครั้ง ก็คือ จะทำยังไงที่จะปกป้องข้าวในจานของน้องหมาที่บ้าน ไม่ให้กลายเป็นแหล่งมั่วสุมของบรรดามด เมื่อเจ้าหมาที่บ้านของฉัน ชอบปล่อยอาหารทิ้งไว้นาน ๆ และไม่ยอมกินสักที

หลังจากที่ขีดฆ่าวิธีที่ไม่สมควร ประเภทฉีดยาฆ่าแมลงลงในอาหารหมาออกไป ฉันก็ค้นพบวิธีหนึ่งที่ง่ายแสนง่าย และใช้ได้ดีที่สุด นั่นคือการเอาชามข้าววางลงในจานที่ใหญ่กว่า และเทน้ำเปล่าใส่จานที่ใหญ่กว่าใบนั้นเอาไว้ เมื่อมดตามกลิ่นอาหารมา แต่เจอบ่อน้ำอันตรายในจานใบนั้น มันก็จำใจต้องถอยหลังกลับ เพราะการไปหาอาหารในแหล่งใหม่ น่าจะง่ายกว่าการจมน้ำตาย

พอเห็นพฤติกรรมของมดเหล่านั้น บางทีฉันก็อดแอบคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่า…การรักคนที่ไม่สมควรรัก ก็ไม่ต่างกับการที่เรากระโดดลงไปในบ่อน้ำอันตรายนั่น บางทีเราอาจคิดตามใจตัวเอง คิดแค่เพียงว่า ช่วยไม่ได้นี่ ก็เราควบคุมหัวใจตัวเองไม่ได้นี่นา แต่ถ้าลองมามองเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างมีสติดูสักครั้ง

ฉันว่า…การที่ความรักเป็นเรื่องที่ออกแบบไม่ได้ อาจจะไม่ใช่ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้ แต่ปัญหาสำคัญคือ…การที่เราเคยชินกับความรู้สึกที่ว่า เมื่อรักก็ต้องได้มา แต่ลืมไปว่าบางทีแม้จะรัก ก็ควรปล่อยเขาไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการมีเขา ทำให้เราต้องเดินลงไปในบ่อน้ำอันตรายและต้องตายแน่ ๆ

date8 Dec

ช่วงหนึ่ง ของกาลเวลา

เวลา


ช่วงหนึ่ง.. ของกาลเวลา

เสียงเข็มวินาที ดังเคลื่อนดุจปลิดกาลเวลาทิ้งให้เหลือเพียงความว่างเปล่า  วันวานหลุดร่วง กลายเป็นอดีตที่เกลื่อนกราดในความทรงจำบ้างทับถม จนกลายเป็นตะกอนก้อน ประสบการณ์ นำพาคุณประโยชน์บ้างก็เป็นเพียง เศษเสี้ยว เรื่องราวในอดีต ที่ล่องลอยมิลืมเลือน

หนึ่งช่วงเวลา ที่ผ่านปัจจุบัน ย่อมกลายเป็นอดีตในความจำแต่วันเวลา ช่วงหนึ่ง กลับดูคลายปัจจุบัน ตลอดเวลา มิกลายเป็นอดีต  ทั้งที่เข็มนาฬิกามิเคยหยุดนิ่ง และลำแสงแห่งตะวันยังคงเคลื่อนคล้อย
จวบจน เมื่อทุกอย่างสิ้นสูญ ช่วงเวลาหนึ่งก็จักกลายเป็นอดีต โดยพลัน

การที่ได้รู้จักใครซักคน วันพรุ่งนี้ คน ๆ นั้น ก็ยังคงเป็นปัจจุบันในกาลที่ผ่านเลย  เหมือนไม่อาจมีสิ่งใด มาแปรผัน จุดต่าง ที่เปลี่ยนแปลงแห่งวัฎจักร กาลเวลา จากวัน ล่วงเดือน จากเดือนนานนับจบขัย ความสัมพันธ์ที่คงมั่น จุดยืน อดีตและปัจจุบัน ดูจะมิต่างกัน บนเส้นทางมิตรภาพ และความผูกพัน

…แต่ทุกสิ่งย่อมมีจุดสิ้นสุด…

เมื่อนิทานเรื่องหนึ่ง เดินทางไกลมาถึงจุด เจ้าชายและเจ้าหญิงอาจมิได้ครองคู่กัน การพลัดพรากจากลา เป็นดั่งสายลมที่ปลายปากกา มิอาจเขียนแต่ง แต่มีอยู่จริง เรื่องราว ที่เคยเป็นปัจจุบัน กลับกลายเป็นอดีต ดั่งปิดปกหนังสือหน้าสุดท้าย ความทรงจำ และประสบการณ์ จึงจักดำรงหน้าที่ แห่งกาลอดีต ตลอดไป…..

ขอบคุณที่มา  ::  ไดอารี่เงา: ช่วงหนึ่ง.. ของกาลเวลา

date8 Dec

อย่านอนทับตะวัน ประเดี๋ยวได้หลับตายกันพอดี ทำไมจึงมีความเชื่อเช่นนี้


ไอ้หนู…ตื่นได้แล้วลูก อย่านอนทับตะวัน ประเดี๋ยวได้หลับตายกันพอดี” เราเคยได้ยินผู้ใหญ่บางคนพูดอย่างนี้

ความเชื่อเรื่องนอนทับตะวันถือเป็นอุบายอีกอย่างหนึ่งของคนโบราณ และสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไม

การนอนทับตะวันคือการนอนหลับในช่วงเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ – ๑๙.๐๐ น. เรามีความเชื่อแต่โบราณมาแล้วว่า เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ท่านจะตกดิน ถ้านอนตอนนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องลำบากในครอบครัว เพราะในสมัยก่อนนี้พ่อแม่ต้องไปทำไร่ทำนากว่าจะกลับก็เย็น คนที่เป็นลูกมีหน้าที่หุงข้าวหุงปลาไว้คอยรับพ่อแม่ จึงบอกต่อๆกันมาว่าอย่านอนหลับทับตะวัน เดี๋ยวจะไม่ตื่นเลย เพราะจะขาดคนคอยรับผิดชอบในงานบ้านนั่นเอง สังเกตได้ว่าเป็นอุบายที่ใช้สำหรับเด็กผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่

นับเป็นอุบายลึกซึ้งของคนโบราณที่จะบริหารบุคคลให้เป็นไปตามแผนและตามเวลาที่วางไว้ เป็นตัวอย่างของภูมิปัญญาชาวบ้านที่สัมพันธ์กับหลักการวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิด

ที่มา วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)

date5 Dec
ผลวิจัยพบสารแคปไซซิน (Capsaicin) ในพริกขี้หนู ซึ่งทำให้เกิดความเผ็ดร้อน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางยา ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

รศ.สุพีชา วิทยเลิศปัญญา ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษาวิจัยเรื่อง “เภสัชจลนศาสตร์ของสารแคปไซซินในพริกขี้หนูสด และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพริกขี้หนูสดต่อน้ำตาลในเลือดในอาสาสมัครสุขภาพดี” เพื่อพิสูจน์สรรพคุณของสารแคปไซซินว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้หรือไม่

“แคปไซซินพบมากที่สุดบริเวณรกของพริกขี้หนูวิธีการวิจัยระยะแรกจะศึกษานำร่องในอาสาสมัครจำนวน 2 รายเพื่อพิสูจน์ปริมาณที่เหมาะสมของสารตัวนี้ที่มีผลทำให้ระดับน้ำตาลลดลง โดยใช้พริกขี้หนูขนาด 5 กรัม พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดลงชัดเจนจากนั้นทดลองในอาสาสมัครจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 12 รายกลุ่มหนึ่งทานพริกขี้หนูบรรจุในแคปซูลพร้อมกับน้ำตาลความเข้มข้นสูงอีกกลุ่มทานแคปซูลเปล่าเพื่อเปรียบเทียบผลแล้วจึงวัดระดับน้ำตาลในเลือดทุก 15 นาที ตั้งแต่เริ่มทานยาเป็นเวลา 2 ชั่วโมงปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัดในนาทีที่ 30โดยกลุ่มที่ทานพริกขี้หนูสดมีระดับน้ำตาลลดลงมากกว่ากลุ่มที่ทานแคปซูลเปล่า” รศ.สุพีชา ระบุ

ผลการวิจัยสรุปได้ว่าพริกขี้หนูสดขนาด 5 กรัมมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

และสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้ผลที่ได้น่าจะมาจากการที่แคปไซซินดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลินนั่นเอง “นอกจากพริกขี้หนูสดแล้วยังมีสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ใบหม่อน มะระขี้นก ฯลฯที่มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะต้องศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อใช้สมุนไ

date4 Dec