ใครเคยเป็นตาปลาบ้าง แล้วไม่รู้จะรักษายังไง วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีรักษามาฝากกัน…

ตาปลา คือ ผิวหนังที่ด้านขึ้น เนื่องจากแรงกด หรือแรงเสียดสีนานๆ  มักเกิดตรงบริเวณ ที่มีปมกระดูกนูน ตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ บริเวณ ฝ่าเท้า และใต้นิ้วเท้า

วิธีรักษา คือ ให้ใช้ขนมปังนิ่ม ๆ ชุบน้ำส้มสายชูทาตรงตาปลาทุกวัน หรือนำขนมปังชุบน้ำส้มสายชูปิดรอยตาปลาแล้วใช้ผ้าพันไว้ ตาปลาจะอ่อนตัวลง แล้วถูเอาหนังที่เปื่อยออก

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าเป็นตาปลา ก็อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

date6 Feb

ลานีญา มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันหลายชื่อ เช่น น้องของ เอล นิโญ สภาวะตรงข้าม เอล นิโญ สภาวะที่ไม่ใช่ เอล นิโญ และฤดูกาลที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเย็น (season with cold SSTs) เป็นต้น (Glantz, 2001)

ลานีญา

ลานีญา ความหมายเดียวกัน คือ ปรากฏการณ์ที่กลับกันกับ เอล นิโญ กล่าวคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรมีค่าต่ำ กว่าปกติ เนื่องจากลมค้าตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณดังกล่าวซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลสูงกว่าทาง ตะวันออกอยู่แล้วยิ่งมีอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์ ลา นีญา เกิดขึ้นได้ทุก 2 – 3 ปี และปกติจะเกิดขึ้นนานประมาณ 9 – 12 เดือน แต่บางครั้งอาจปรากฏอยู่ได้นานถึง 2 ปี

การเกิดลานีญา

ปกติลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ในมหาสมุทร แปซิฟิกเขตร้อนหรือแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรจะพัดพาน้ำอุ่นจากทางตะวันออก ของมหาสมุทรไปสะสมอยู่ทางตะวันตก ซึ่งทำให้มีการก่อตัวของเมฆและฝนบริเวณด้านตะวันตกของแปซิฟิกเขตร้อน ส่วนแปซิฟิกตะวันออกหรือบริเวณชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์และเปรูมีการไหลขึ้น ของน้ำเย็นระดับล่างขึ้นไปยังผิวน้ำซึ่งทำให้บริเวณดังกล่าวแห้งแล้ง สถานการณ์เช่นนี้เป็นลักษณะปกติเราจึงเรียกว่าสภาวะปกติหรือสภาวะที่ไม่ใช่ เอลนีโญ (รูปที่ 1) แต่มีบ่อยครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้ถูกมองว่าเป็นได้ทั้งสภาวะปกติและลานีญา อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารูปแบบของสภาวะลา นีญา จะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ ลานีญา มีความแตกต่างจากสภาวะปกติ (Glantz, 2001) นั่นคือ ลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีกำลังแรง มากกว่าปกติและพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมาก ยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณแปซิฟิกตะวันตก รวมทั้งบริเวณตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย ซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้วยิ่งมีอุณหภูมิน้ำ ทะเลสูงขึ้นไปอีก อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นส่งผลให้อากาศเหนือบริเวณดังกล่าวมีการลอยตัว ขึ้นและกลั่นตัวเป็นเมฆและฝน ส่วนแปซิฟิกตะวันออกนอกฝั่งประเทศเปรูและเอกวาดอร์นั้นขบวนการไหลขึ้นของน้ำ เย็นระดับล่างไปสู่ผิวน้ำ (upwelling) จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรุนแรง อุณหภูมิที่ผิวน้ำทะเลจึงลดลงต่ำกว่าปกติ เช่น ลานีญาที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2531 – 2532 อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณดังกล่าวต่ำกว่าปกติประมาณ 4 องศาเซลเซียส


ผลกระทบของ ลานีญา

จากการที่ปรากฏการณ์ ลานีญา เป็นสภาวะตรงข้ามของเอลนีโญ ดังนั้นผลกระทบของ ลา นีญา จึงตรงข้ามกับเอลนีโญ กล่าวคือ ผลจากการที่อากาศลอยขึ้นและกลั่นตัวเป็นเมฆและฝนบริเวณแปซิฟิกตะวันตกเขต ร้อนในช่วงปรากฏการณ์ ลา นีญา ทำให้ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์มีแนวโน้มที่จะมีฝนมากและมีน้ำท่วม ขณะที่บริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออกมีฝนน้อยและแห้งแล้ง นอกจากพื้นที่ในบริเวณเขตร้อนจะได้รับผลกระทบแล้ว ปรากฏว่า ลา นีญายังมีอิทธิพลไปยังพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปด้วย โดยพบว่าแอฟริกาใต้มีแนวโน้มที่จะมีฝนมากกว่าปกติและมีความเสี่ยงต่ออุทกภัย มากขึ้น

ขณะที่บริเวณตะวันออกของแอฟริกาและตอนใต้ของอเมริกาใต้มีฝนน้อยและเสี่ยง ต่อการเกิดความแห้งแล้ง และในสหรัฐอเมริกาช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญาจะแห้งแล้งกว่าปกติทางตะวันตก เฉียงใต้ในช่วงปลายฤดูร้อนต่อเนื่องถึงฤดูหนาว บริเวณที่ราบตอนกลางของประเทศในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และทางตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงฤดูหนาว แต่บางพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกมีฝนมากกว่าปกติในช่วงฤดูหนาว ส่วนผลกระทบของลานีญาที่มีต่อรูปแบบของอุณหภูมิปรากฏว่าในช่วง ลา นีญา อุณหภูมิผิวพื้นบริเวณเขตร้อนโดยเฉลี่ยจะลดลง และมีแนวโน้มต่ำกว่าปกติ ในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณ ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ขณะที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรรวมถึงพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ ออสเตรเลียมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ส่วนทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกาต่อเนื่องถึงตอนใต้ของแคนาดามีอากาศหนาวเย็น กว่าปกติ แสดงให้เห็นผลกระทบจากปรากฏการณ์ ลา นีญา ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ

ผลกระทบของ ลานีญา ต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิในประเทศไทย

จาก การศึกษาสภาวะฝนและอุณหภูมิของประเทศไทยในปี เอล นีโญ โดยใช้วิธีวิเคราะห์ค่า composite percentile ของปริมาณฝน และ composite standardized ของอุณหภูมิในปี เอลนีโญ จากข้อมูลปริมาณฝนและอุณหภูมิรายเดือน ในช่วงเวลา 50 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 ถึง 2543 พบว่า ในปี ลา นีญา ปริมาณฝนของประเทศไทยส่วนใหญ่สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนเป็นระยะที่ ลานีญา มีผลกระทบต่อสภาวะฝนของประเทศไทยชัดเจนกว่าช่วงอื่น และพบว่าในช่วงกลางและปลายฤดูฝน ลานีญา มีผลกระทบต่อสภาวะฝนของประเทศไทยไม่ชัดเจน สำหรับอุณหภูมิปรากฏว่า ลานีญา มีผลกระทบต่ออุณหภูมิในประเทศไทยชัดเจนกว่าฝน โดยทุกภาคของประเทศไทยมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติทุกฤดู และพบว่า ลานีญาที่มีขนาดปานกลางถึงรุนแรงส่งผลให้ปริมาณฝนของประเทศไทยสูงกว่าปกติ มากขึ้น ขณะที่อุณหภูมิต่ำกว่าปกติมากขึ้น

date2 Jan

ถ้าถามว่า อุณหภูมิในร่างกายคนเราเพิ่มสูงขึ้นช่วงไหนมากเป็นพิเศษ… คำตอบคือ ตอนออกแรง-ออกกำลัง เนื่องจากการเผาผลาญอาหารเพื่อใช้สร้างแรงกลของคนเราจะทำให้เกิดความร้อนมากกว่า 70% ของกำลังงานทั้งหมด

และถ้าร่างกายขาดน้ำมากๆ… ระบบการขับเหงื่ออาจหยุดทำงาน ทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นได้ถึง 1.1 c / ชั่วโมง และถ้าอุณหภูมิเกิน 41.1 c อาจเกิดลมแดด (heat stroke) ซึ่งทำให้อวัยวะภายใน “สุก” หรือเสื่อมสภาพ ทำให้ตายได้

สเกลอุณหภูมิ

องศาฟาเรนไฮต์ ในปี ค.ศ.1714 กาเบรียล ฟาเรนไฮต์ (Gabrial Fahrenheit) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์เทอร์มอมิเตอร์ซึ่งบรรจุปรอทไว้ในหลอดแก้ว เขาพยายามทำให้ปรอทลดต่ำสุด (0?F) โดยใช้น้ำแข็งและเกลือผสมน้ำ เขาพิจารณาจุดหลอมละลายของน้ำแข็งเท่ากับ 32?F และจุดเดือดของน้ำเท่ากับ 212?F

องศาเซลเซียส ใน ปี ค.ศ.1742 แอนเดอส์ เซลเซียส (Anders Celsius) นักดาราศาสตร์ชาวสวีเดน ได้ออกแบบสเกลเทอร์มอมิเตอร์ให้อ่านได้ง่ายขึ้น โดยมีจุดหลอมละลายของน้ำแข็งเท่ากับ 0?C และจุดเดือดของน้ำเท่ากับ 100?C

เคลวิน (องศา สัมบูรณ์) ต่อมาในคริสศตวรรษที่ 19 ลอร์ด เคลวิน (Lord Kelvin) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง ความร้อนและอุณหภูมิว่า

ณ อุณหภูมิ -273?C อะตอมของสสารจะไม่มีการเคลื่อนที่ และจะไม่มีสิ่งใดหนาวเย็นไปกว่านี้ได้อีก เขาจึงกำหนดให้ 0 K = -273?C (ไม่ต้องใช้เครื่องหมาย ? กำกับหน้าอักษร K) สเกลองศาสมบูรณ์หรือเคลวิน เช่นเดียวกับองศาเซลเซียสทุกประการ เพียงแต่ +273 เข้าไป เมื่อต้องการเปลี่ยนเคลวินเป็นเซลเซียส

date2 Jan

ฝนกรด (acid rain) หมายถึง น้ำฝนที่มีค่าความเป็นกรด-เบส (pH value) ต่ำกว่าระดับ 5.6 กรดในน้ำฝนเกิดจากการละลายน้ำของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนตริกออกไซด์ ที่มีอยู่ในบรรยากาศ ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างซีกโลกเหนือและใต้ประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่อยู่ใน บริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตร จึงใช้เชื้อเพลิงมากกว่าซีกโลกใต้ประมาณ 16 เท่า จึงทำให้เกิด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไซด์ของกำมะถัน และ ออกไซด์ของไนโตรเจน มากกว่าปกติ เมื่อฝนตกลงมาจึงละลายก๊าซเหล่านั้น ทำให้น้ำฝนมีค่าความเป็นกรดสูงขึ้น สำหรับธาตุไนโตรเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เมื่อตายไปซากพืชและสัตว์จะเน่าสลาย มีก๊าซแอมโมเนียเกิดขึ้น จุลินทรีย์บางกลุ่มจะเปลี่ยนก๊าซแอมโมเนียให้เป็นสารจำพวกไนไตรต์และไนเตรต และจุลินทรีย์กลุ่มอื่นก็อาจจะแปลงสารดังกล่าว ย้อนกลับไปเป็นก๊าซไนโตรเจนในบรรยากาศได้ ส่วนพืชจำพวกถั่วมีความสามารถต่างจากพืชอื่นคือ ดึงก๊าซไนโตรเจนในบรรยากาศมาใช้ได้โดยตรง แล้วทำให้เกิดปุ๋ยในดินเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้น ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าจะทำให้ก๊าซไนโตรเจนกลายเป็นสารประกอบไนโตรเจนได้ จากการทำงานของเครื่องยนต์ของรถ เรือ และเครื่องบิน ก็ทำให้เกิดก๊าซไนตริกออกไซด์ได้เช่นกันและเมื่อไปทำปฏิกิริยากับโอโซนต่อไป ก็จะทำให้เกิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ เมื่อเกิดฝนจะละลายน้ำทำให้เกิดกรดไนตรัสและกรดไนตริกที่กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่างแสดงความแปรปรวนของสารประกอบไนโตรเจน ดังนั้น จึงคาดเดาปริมาณของสารประกอบไนโตรเจนในบรรยากาศได้ค่อนข้างยาก แต่พอที่จะเห็นได้ว่า ออกไซด์ของไนโตรเจนเกิดจาก ตามวิถีธรรมชาติมากกว่าที่จะเกิดจากการกระทำของมนุษย์นับสิบเท่า

ความเสียหายที่เกิดจากฝนกรดหรือจากกรดในบรรยากาศ มีหลายประการ ดังนี้

1. ทำให้ดินเปรี้ยวและขาดธาตุอาหารสำคัญของพืช เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม แต่ถ้าดินและหินที่น้ำฝนไหลผ่านมีสาร ประกอบพวกคาร์บอเนตหรือหินปูนอยู่บ้างก็จะช่วยลดความเป็นกรดลงได้บ้างเช่น กัน
2. ถ้าในดินมีโลหะหนัก เช่น อะลูมิเนียมและปรอท ฝนกรดก็จะทำให้สารอะลูมิเนียมซัลเฟตออกจากเนื้อดินเข้าไปละลายอยู่ในน้ำใต้ ดิน แล้วระงับการแตกรากของพืช ในที่สุดพืชจะหยุดโตและอาจจะตาย หากรับเชื้อโรคต่างๆ หรือแม้แต่เผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศหรือฤดูกาล แต่เพียงน้อยดังเช่น ป่า Black forest ในประเทศเยอรมนี เป็นต้น
3. ลดความอุดมสมบูรณ์ตามปกติของเนื้อดิน เพราะกรดในดินไปยับยั้งการทำงานของจุลินทรีย์บางกลุ่มที่ควบคุมการแปลงซาก พืช ซากสัตว์ให้กลายเป็นแอมโมเนียมไนไตรต์และไนเตรตซึ่งเป็นปุ๋ยของพืช
4. ถ้าน้ำฝนมีค่าความเป็นกรด-เบสต่ำกว่า 5.6 จนถึง 3 แล้ว จะทำให้เกิดริ้วรอยเป็นจุดหรือเป็นลายบนพืชบางชนิดเช่น มะเขือเทศ ผักโขม และทำให้ราคาพืชตกต่ำ
5. เมื่อกรดในบรรยากาศ หรือฝนกรดลงสู่น้ำในทะเลสาบและลำธารหลายแห่งในสวีเดน นอร์เวย์ และแคนาดา ปรากฏว่า มีมอส (moss) ขึ้นปกคลุมพื้นทะเลสาบ เช่น ในประเทศสวีเดน และมีสาหร่ายเส้นและมอส ขึ้นในลำธารของประเทศนอร์เวย์ มีผลทำให้
สัตว์น้ำขนาดเล็กซึ่งอาศัยอยู่ตามท้องน้ำบางชนิดหายสาบสูญไป และเมื่อฝนตกปลดปล่อยอะลูมิเนียมในดินออกมาเจือปนอยู่ในน้ำใต้ดินและไหลลง สู่แหล่งน้ำก็จะทำให้เหงือกปลาเกิดความระคายเคือง ปลาจะยิ่งสร้างเมือกห่อหุ้มส่วนที่ระคายเคืองนั้น ทำให้การถ่ายเทออกซิเจนที่เหงือกไม่สะดวก ในที่สุดปลาจะขาดอากาศหายใจเพราะปลาหายใจทางเหงือก
6. น้ำที่เป็นกรดอาจส่งผลต่อน้ำดื่มของประชาชนบางแห่งในประเทศสวีเดนยังคง ใช้ท่อทองแดงส่งน้ำจึงอาจทำให้ท่อผุกร่อนและน้ำเจือทองแดงมากขึ้น หากเป็นท่อเหล็กก็อาจเกิดผลคล้ายคลึงกัน ผมของสตรีชาวสวีเดนผู้หนึ่งเปลี่ยนจากสีทองเป็นสีเขียวเมื่อสระผมด้วยน้ำบ่อ ซึ่งมีทองแดงซัลเฟต
7. น้ำฝนกรดอาจกัดกร่อนสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโบราณวัตถุหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางศิลปะ วิหารพาเธนอนในกรุงเอเธนส์ประเทศกรีกและเสาทราจัน ในกรุงโรมประเทศอิตาลี ถูกกรดกัดกร่อนอย่างเห็นได้ชัด

การควบคุมฝนกรด ก็คือ การควบคุมกำเนิดสารประกอบของซัลเฟอร์และไนโตรเจนนั่นเองซึ่งอาจมีวิธีการ หลายวิธี เช่น

- การเลือกใช้เชื้อเพลิงที่มีการปนเปื้อนของซัลเฟอร์น้อย
- ปรับปรุงการสันดาปเพื่อควบคุมการเกิดสารประกอบออกไซด์ไนโตรเจนด้วยการลดอุณหภูมิให้ต่ำลงกว่า 1,500 องศาเซลเซียส
- ควบคุมปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในการสันดาป
- การติดตั้งอุปกรณ์เพื่อกำจัดมลพิษก่อนระบายออกสู่บรรยากาศ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและเพิ่มความยุ่งยากในการบำรุงรักษาอีกไม่น้อยการสร้างปล่องควันสูงลิบลิ่วไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้ แต่เป็นการผลึกภาระปัญหาจากสถานที่ใกล้เคียงไปยังแหล่งที่อยู่ห่างไกล มากกว่าเท่านั้น

date2 Jan


น้ำในร่างกายกับผิวพรรณ 

ผิวหนังของคนเราชั้นบนสุดคือผิวหนังที่ตายแล้ว (ที่คุณถูออกมาเป็นขี้ไคลนั่นไง) ชั้นล่างลงไปคือเซลล์ปกติมีลักษณะยาวรีคล้ายใบไม้เรียงต่อกันเป็นตาข่าย แต่ละเซลล์จะมีน้ำไปหล่อเลี้ยง  ซึ่งถ้าได้รับน้ำเพียงพอตัวเขาจะกลม ๆ ป่อง ๆ เมื่อแสงตกกระทบจะดูมีน้ำมีนวล แต่ถ้าขาดน้ำเซลล์จะเล็กฟีบ ดูเหี่ยวแห้ง ไม่มีชีวิตชีวา รอบ ๆ เซลล์ก็ต้องมีน้ำหล่อลื่น ในชั้นคอลลาเจนก็ต้องการน้ำเพื่อความตึงตัวเช่นกัน

บ้านเราอากาศร้อน ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย ฉะนั้นใครต้องการมีผิวพรรณเปล่งปลั่งจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ธรรมชาติกำหนดให้มีชั้นไขมันเคลือบผิวหนังของเราไว้ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ ยิ่งคุณดื่มน้ำน้อยก็ยิ่งต้องรักษาสภาพของชั้นไขมันนี้ไว้ คนผิวมันจึงเป็นคนมีบุญ แต่มักเข้าใจผิดคิดว่าเนื้อตัวสกปรก ใช้สบู่ฟอกกำจัดชั้นมันของผิวหนังออกหมด จนกลายเป็นคนผิวมันที่ขาดความชุ่มชื้นไป

ส่วนคนผิวแห้ง คือ คนที่ร่างกายสร้างชั้นไขมันไม่พอ จึงควรใช้น้ำมันจากภายนอกทาปกป้องไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นร่างกายจะฟ้องโดยเริ่มจากปากแห้ง ผิวแห้ง โดยเฉพาะตามแขน ขา หน้าแข้งซึ่งมีไขมันใต้ผิวหนังหล่อเลี้ยงน้อย คนที่ไม่ชอบดื่มน้ำจึงดูไม่สดใส

สำหรับครีมบำรุงผิวที่มีมากมายหลายยี่ห้อนั้นต่างก็มีพื้นฐานเดียวกันคือ มีคุณสมบัติป้องกันการสูญเสียน้ำ เพราะน้ำคือตัวทำ ให้ผิวสวย คนที่ผิวแพ้ง่าย ระคายเคือง เดี๋ยวคันเดี๋ยวแดง พวกนี้ผิวสูญเสียน้ำเยอะ ต้องรีบฟื้นฟู

รู้อย่างนี้แล้วพยายามดื่มน้ำให้มากเข้าไว้จะดีที่สุด (ยกเว้นคนเป็นโรคไต หรือโรคที่แพทย์สั่งควบคุมการดื่มน้ำ) เพราะการรับน้ำเข้าสู่ร่างกายมีวิธีเดียวเท่านั้น  ส่วนการทำความสะอาดก็เอาแค่พอควร จะได้ไม่เป็นการทำลายชั้นไขมัน และเปิดรูให้น้ำระเหยออก

ส่วนเรื่องของการใช้น้ำเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง หรือที่เรียกว่าวอเตอร์เบท มีมาแต่สมัยโบราณแล้ว จุดประสงค์เราไม่ได้ต้องการน้ำจากเครื่องสำอางหรอกนะคะ แต่คนที่ผิวมันอยู่แล้ว และต้องการให้อาหารผิว จำพวกวิตามินอี วิตามินซี หรือสารแอนตี้ออกซิเดนซ์ต่าง ๆ ก็ควรใช้เครื่องสำอางในรูปวอเตอร์เบท เพื่อให้น้ำเป็นตัวนำอาหารผิวเหล่านั้นเข้าไป เป็นการหลีกเลี่ยงสาเหตุของสิวอุดตัน

 พลังแห่งสายน้ำ

เนื่องจากน้ำมีแรงพยุงตัวทำให้น้ำหนักตัวลดลงเหลือเพียง 10-15 % ขณะอยู่ในน้ำ การเคลื่อนไหวของร่างกายจึงทำได้อย่างง่ายดาย สภาพไร้น้ำหนักและแรงกระแทก จึงป้องกันการกระทบกระเทือน การบาดเจ็บของกระดูกและข้อต่อต่าง ๆ น้ำมีแรงต้านโดยธรรมชาติ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง รูปร่างเพรียวสมส่วน

แรงดันของน้ำช่วยให้ความดันโลหิตลดลง และชีพจรเต้นช้าลง การสูบฉีดของหัวใจ และการไหลเวียนโลหิตในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในน้ำระบบระบายความร้อนของร่างกายจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถระบายความร้อนได้ดีกว่าปกติถึง 25 เท่า เมื่อเทียบกับการระบายความร้อนในอุณภูมิที่เท่ากัน

การออกกำลังกายในน้ำจึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัยเพราะมีความปลอดภัยสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัด เช่น ผู้หญิงท้อง ผู้สูงอายุ ผู้มีปัญหาเรื่องข้อ คนที่มีน้ำหนักเกินพิกัด

ส่วนธาราบำบัด หรือ Hydrotherapy เป็นการใช้น้ำร้อน น้ำเย็น และคุณสมบัติอื่น ๆ ของน้ำในการรักษาผู้ป่วยโดยไม่ต้องออกกำลังกาย เช่น การอบไอน้ำเพื่อให้ร่างกายขับของเสียทางเหงื่อ แช่น้ำเพื่อลดการอักเสบของผู้ถูกไฟไหม้ ฯลฯ ซึ่งได้แนวคิดมาจากการนิยมอาบน้ำแร่รักษาโรคปวดข้อ และผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อทุกส่วนของชาวโรมัน

ทุกวันนี้มีผู้นำหลักการเหล่านั้นมาใช้ในแง่ของการผ่อนคลายมากขึ้น เพราะเชื่อว่าเมื่อร่างกายผ่อนคลาย สุขภาพดี ย่อมส่งผลต่อจิตใจและความงามด้วย

 น้ำร้อนหรือน้ำเย็น

สำหรับสุขภาพ การแช่น้ำอุ่นเป็นการผ่อนคลายที่ยอดเยี่ยม เลือดไหลเวียนสะดวก แต่ในขณะเดียวกันถ้านานและร้อนเกินไปกลับทำให้ผิวแห้ง (ส่งผลเสียต่อความงาม) รูขุมขนขยาย เส้นเลือดฝอยขยายจนเห็นเป็นรอยแดง อาจก่อให้เกิดฝ้า แพทย์ผิวหนังจึงแนะนำให้ราดน้ำอุณหภูมิปกติเป็นน้ำสุดท้ายเพื่อปิดรูขุมขนเสมอ

ในขณะที่การอาบน้ำเย็นเพื่อสุขภาพ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า แต่ถ้าเย็นเกินไปก็ทำให้ผิวแห้งได้อีกเช่นกัน

เช่นเดียวกับการดื่มน้ำ…น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิปกติ ส่งผลดีต่อสุขภาพ ไม่ทำให้ตัวเราเย็นมาก โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้เสียงมาก ถ้าดื่มน้ำเย็นทำให้เส้นเลือดฝอยยิ่งตีบ กล่องเสียงยิ่งทำงานไม่ดี แต่อุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่มีผลต่อความงาม ขอเพียงดื่มให้มากและเพียงพอเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการดื่มน้ำเย็นจัดเป็นเทคนิคหนึ่งในการควบคุมอาหารหรือลดความอ้วนอีกด้วย เพราะเมื่อดื่มน้ำเย็นจัด 4-6 องศาเซลเซียล พลังงานที่ร่างกายเราต้องใช้ในการปรับน้ำเย็นให้เป็นน้ำอุณภูมิร่างกายก็เป็นการเผาผลาญแคลอรี่อย่างหนึ่ง

ฉะนั้นก่อนตัดสินใจเลือกใช้ประโยชน์จากน้ำ ต้องคิดตั้งแต่ต้นจนจบก่อนคะว่าคุณต้องการผลอะไรจากการเลือกนั้น ๆ  ที่สำคัญถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน หรือเดินทางสายกลางไว้เป็นดีที่สุดค่ะ

date22 Dec
1.หยุดผมร่วง รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วง
ได้ดี การรับประทาน กล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่
กับหนังศีรษะได้นานวัน

2.ลดผิวมัน รับประทานธัญญาหารทุกเช้า ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้ง
การผลิตน้ำมันส่วนเกิน ของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผม
บางและมัน

3.หยุดการลอกของผิวหนัง รับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน อาหารทะเล
หรือสลัดผักสดก็ได้

4.ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วย
กระตุ้นการสร้าง ผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะเพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและ
ขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน

5.ชะลอผมหงอก รับประทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อน
มื้ออาหาร ถั่วลิสงมี วิตามินบีที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลาได้ และ
ยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย

6.ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี รับประทานฝรั่ง หรือน้ำฝรั่งซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะ
ช่วยเก็บรักษา คอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทาน
มะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับ ผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซี
เช่นกัน

7.ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย
และร่างกายเกิดความ ต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูก
ทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษ

date14 Dec
ผลวิจัยพบสารแคปไซซิน (Capsaicin) ในพริกขี้หนู ซึ่งทำให้เกิดความเผ็ดร้อน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางยา ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

รศ.สุพีชา วิทยเลิศปัญญา ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษาวิจัยเรื่อง “เภสัชจลนศาสตร์ของสารแคปไซซินในพริกขี้หนูสด และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพริกขี้หนูสดต่อน้ำตาลในเลือดในอาสาสมัครสุขภาพดี” เพื่อพิสูจน์สรรพคุณของสารแคปไซซินว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้หรือไม่

“แคปไซซินพบมากที่สุดบริเวณรกของพริกขี้หนูวิธีการวิจัยระยะแรกจะศึกษานำร่องในอาสาสมัครจำนวน 2 รายเพื่อพิสูจน์ปริมาณที่เหมาะสมของสารตัวนี้ที่มีผลทำให้ระดับน้ำตาลลดลง โดยใช้พริกขี้หนูขนาด 5 กรัม พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดลงชัดเจนจากนั้นทดลองในอาสาสมัครจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 12 รายกลุ่มหนึ่งทานพริกขี้หนูบรรจุในแคปซูลพร้อมกับน้ำตาลความเข้มข้นสูงอีกกลุ่มทานแคปซูลเปล่าเพื่อเปรียบเทียบผลแล้วจึงวัดระดับน้ำตาลในเลือดทุก 15 นาที ตั้งแต่เริ่มทานยาเป็นเวลา 2 ชั่วโมงปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัดในนาทีที่ 30โดยกลุ่มที่ทานพริกขี้หนูสดมีระดับน้ำตาลลดลงมากกว่ากลุ่มที่ทานแคปซูลเปล่า” รศ.สุพีชา ระบุ

ผลการวิจัยสรุปได้ว่าพริกขี้หนูสดขนาด 5 กรัมมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

และสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้ผลที่ได้น่าจะมาจากการที่แคปไซซินดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลินนั่นเอง “นอกจากพริกขี้หนูสดแล้วยังมีสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ใบหม่อน มะระขี้นก ฯลฯที่มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะต้องศึกษาวิจัยต่อไปเพื่อใช้สมุนไ

date4 Dec

รวบรวมความเชื่อที่ถูกบอกกล่าวเล่าขานกันมานานเกี่ยวกับสุขภาพและร่างกาย
อะไรจริง อะไรมั่ว ลองตามไปอ่านกันค่ะ


ความเชื่อ : หลังจากเสียชีวิต ผมและเล็บของมนุษย์ยังสามารถยาวและงอกต่อได้ เนื่องมาจากสารเคมีในร่างกายตามธรรมชาติ
ข้อเท็จจริง : ไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อเสียชีวิต อวัยวะทุกอย่างจะหยุดทำงานอย่างถาวร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดเสียทีเดียว เพราะเมื่อเราเสียชีวิตผิวหนังบริเวณเล็บและหนังศีรษะที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน จะหดลงตามธรรมชาติ (เช่นเดียวกับเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ) ทำให้ดูเหมือนว่าผมและเล็บยาวขึ้นได้เอง

ความเชื่อ : อ่านหนังสือในที่สลัว หรือใช้ไฟฉายส่องจะทำให้สายตาเสีย-ต้องใส่แว่น
ข้อเท็จจริง : นับว่าเป็นหนึ่งในคำขู่สุดฮิตของบรรดาคุณพ่อและคุณแม่ การที่อ่านหนังสือในที่มีแสงสว่างน้อย หรือใช้ไฟฉายส่องไม่มีผลทำให้สายตาเสียขนาดต้องใส่แว่น อย่างไรก็ตามการอ่านหนังสือในที่ที่แสงสว่างส่องไม่เพียงพอ หรือแสงที่ส่องไม่มีคุณภาพ เช่น แสงจากหลอดไส้ แสงไฟฟลูออเรสเซนท์ที่มีสีแสบตา การอ่านหนังสือในสภาวะเช่นนี้ส่งผลทำให้ตาต้องปรับโฟกัสมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการตาแห้ง เมื่อยล้าได้ง่าย เนื่องจากต้องใช้การเพ่งมากกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก


ความเชื่อ : เผลอกลืนหมากฝรั่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ข้อเท็จจริง : เป็นคำขู่ของผู้ใหญ่อีกเช่นกัน แต่ก็ทำให้เด็กระมัดระวังในการเคี้ยวหมากฝรั่งได้ผลดีนัก ในความเป็นจริงแล้ว การเผลอกลืนหมากฝรั่งไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต ไม่ถึงขนาดต้องไปพึ่งแพทย์ให้ผ่าตัดเอาก้อนหมากฝรั่งออก เพราะระบบย่อยอาหารของคนเราสามารถย่อยหมากฝรั่งได้เหมือนกับอาหารชนิดอื่นๆ แต่ระบบย่อยอาหารอาจจะต้องทำงานหนักมากกว่าปกติสักหน่อย เนื่องจากส่วนผสมหนึ่งของหมากฝรั่งคือยาง แต่ก็สามารถย่อยหมดภายในเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นขับออกมาทางอุจจาระตามปกติ


ความเชื่อ : การดึงหรือหักนิ้วมากๆ จะทำให้เป็นโรคข้ออักเสบ หรือข้อเสื่อมได้ง่าย
ข้อเท็จจริง : โรคข้ออักเสบ หรือข้อเสื่อมมีปัจจัยมาจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม อายุ น้ำหนัก อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรือการติดเชื้อบริเวณข้อ เป็นต้น การดึงหรือหักนิ้วจนทำให้เกิดเสียงดังกร๊อบแกร๊บ เป็นการบิดและดึงจนทำให้น้ำหล่อเลี้ยงภายในข้อที่ป้องกันการเสียดสีระหว่าง กระดูก เกิดแรงดันกลายเป็นฟองอากาศจนเกิดเสียงขึ้น การดึงแบบนี้ไม่ส่งผลใดๆ ต่อข้ออย่างที่เข้าใจกัน แต่การดึงหรือหักข้อนิ้วเป็นประจำจะทำให้เอ็นรอบๆ ข้อสูญเสียความแข็งแรงและความยืดหยุ่น


ความเชื่อ : กินไอศกรีมโยเกิร์ตลดความอ้วน แถมดีต่อร่างกาย
ข้อเท็จจริง : สิ่งที่เหมือนกันระหว่างโยเกิร์ตและไอศกรีมโยเกิร์ตคือ สีขาวของโยเกิร์ต การเลือกรับประทานไอศกรีมที่ทำมาจากโยเกิร์ตย่อมดีกว่าไอศกรีมทั่วไปใน เรื่องของปริมาณพลังงานและไขมัน ทั้งนี้หากพิจารณาคุณประโยชน์ที่ได้จากการรับประทานไอศกรีมโยเกิร์ตก็คงจะดี ไม่เท่ากับการรับประทานโยเกิร์ต เนื่องจากไอศกรีมที่ทำมาจากโยเกิร์ตต้องผ่านกระบวนการผลิตและปั่นหลายขั้น ตอน ทำให้จุลินทรีย์ชนิดดีต่อสุขภาพนั้นสูญสลายไปหมด ถ้าอยากลดความอ้วนหันมารับประทานผลไม้สดแช่เย็นก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ แถมยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย

date24 Nov

เมล็ดกาแฟคั่วไม่เพียงแต่ให้กาแฟที่สดใหม่หอมอร่อย แต่ยังมีประโยชน์อื่นสำหรับคุณอีก
1. ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น สิ่งที่ต้องทำเมื่อคุณไม่มีลูกอมดับกลิ่นปาก ก็คือเอาเมล็ดกาแฟมาอมเอาไว้ชั่วครู่ ลมหายใจคุณจะมีกลิ่นสะอาดและสดชื่นอีกครั้ง
2. กำจัดกลิ่นอาหาร ถ้ามือของคุณมีกลิ่นกระเทียม ปลา หรือกลิ่นอาหารแรงๆ ชนิดอื่น เมล็ดกาแฟเล็กน้อยสามารถช่วยคุณกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ โดยเทเมล็ดกาแฟลงบนมือและถูมือเข้าด้วยกันสักครู่ น้ำมันจากเมล็ดกาแฟจะดูดซับกลิ่นเหม็นๆ ออกไป จากนั้น ก็ล้างมือด้วยน้ำอุ่นและสบู่ให้สะอาด
3. ยัดไส้เก้าอี้ เก้าอี้แบบที่เรียกว่าบีนแบ็ก หรือเก้าอี้ทรงถุงกลมๆ ที่มักยัดไส้ด้วยเม็ดถั่ว ที่จริงแล้วเมล็ดกาแฟก็สามารถเอามาใช้ทดแทนกันได้เช่นกัน ลองหาเมล็ดกาแฟคั่วชนิดที่ราคาถูกที่สุดเอามาใช้ ข้อดีอีกอย่างก็คือมันจะช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ในห้องได้ด้วย

date17 Nov

หมายเหตุ – ส่วนหนึ่งบทความของนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ นักคิดนักพัฒนา ผู้ขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ไม่ใช่นักวิชาการ แต่เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำการเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังมากว่า 10 ปี จนได้รับการยอมรับในหมู่เกษตรกรให้เป็นบุคคลตัวอย่าง และเป็นหนึ่งในผู้ที่คิดค้นพัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์ขึ้นมาเพื่อบำบัดน้ำเสีย และใช้ได้ผลมาแล้ว

หลังจากได้ทราบประเด็นที่มีการถกเถียงเรื่อง ”EM และน้ำหมักชีวภาพแก้ไขปัญหาน้ำเน่า เสียได้จริงหรือ?” ของกลุ่มอาจารย์ภาควิชา วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปความได้ว่า จุลินทรีย์ กลุ่ม EM ( Effective Microorganisms ) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย ศาสตราจารย์ Teruo Higa นั้น อาจส่งผลเสียให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียจากการขาดออกซิเจนที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้นส่วนผสมของ EM Ball เช่น กากน้ำตาลและรำข้าว ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ จะส่งผลให้เน่าเสียเพิ่มขึ้นด้วย

จากประสบการณ์ การเอาอีเอ็มมาใช้งานมานาน ขออธิบายเรื่องนี้ว่า ชื่อ EM (Effective Microorganisms) เป็นเหมือนความคุ้นเคยของคนในแวดวงเกษตรอินทรีย์ที่ได้นำมาใช้ในการพัฒนากิจกรรมทางด้านการเกษตร ซึ่งรู้กันดีว่า เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของศาสตราจารย์ Teruo Higa จากญี่ปุ่น มีทั้งกลุ่มที่ทำงานได้ทั้งในสภาวะที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน และโดยคุณสมบัติและหน้าที่การทำงาน ก็เป็นไปตามบทความข้างต้นที่ทุกคนได้อ่าน ความคุ้นเคยของการเรียกคำว่า EM นั้น มันคุ้นเคยจนทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า EM หมายถึง หัวเชื้อจุลินทรีย์ตัวเดียวกัน จากแหล่งเดียวกัน เหมารวมกันไปหมดว่า จุลินทรีย์ในโลกนี้ชื่อ EM ทั้งที่ในความเป็นจริง หากจะใช้ภาษาอังกฤษ คำว่าจุลินทรีย์ คือ Microorganisms (เติม S เพราะจุลินทรีย์มันมีเยอะมากมายไปหมด) ส่วน EM คือชื่อยี่ห้อของกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นการค้า โดยพัฒนาขึ้นจนเป็นลิขสิทธิ์ของศาสตราจารย์ Teruo Higa

แต่สาระสำคัญไปกว่านั้น ด้วยความที่กลุ่มจุลินทรีย์มีเยอะ และไม่ใช่แค่เพียงศาสตราจารย์ Teruo Higa จากญี่ปุ่น เท่านั้นที่พัฒนาได้

ในประเทศไทย เชื่อได้ว่า กลุ่มองค์กรที่พัฒนาการทำเกษตรยั่งยืน หรือหน่วยงานต่างๆ ได้ใช้ประสบการณ์จากการพัฒนากิจกรรมในพื้นที่ของตนพัฒนาจุลินทรีย์ได้เองก็มีอยู่ไม่น้อย แต่จะอยู่ในกลุ่มใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่แต่ละองค์กรจะมีให้อ้างอิง เฉพาะหัวเชื้อจุลินทรีย์ของข้าวขวัญ ก็เป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่พัฒนาจากดินในป่า ไม่ใช่จุลินทรีย์ในกลุ่ม EM ( Effective Microorganisms ) ของศาสตราจารย์ Teruo Higa หรือเป็นจุลินทรีย์ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่เรียกว่า พด.หมายเลขต่างๆ (โดยมาก ใช้ พด.6 ในการปั้น) และข้าวขวัญไม่เคยเรียกชื่อจุลินทรีย์ที่พัฒนาได้เองว่า EM เลย เราใช้คำว่า หัวเชื้อจุลินทรีย์จากดินป่ามาตลอด

หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มูลนิธิข้าวขวัญพัฒนาขึ้นมาเองจากผิวดินนี้ เก็บมาจากป่าห้วยขาแข้ง บริเวณน้ำตกไซเบอร์ ซึ่งมูลนิธิข้าวขวัญได้ทดลองใช้มานานนับ 10 ปี รวมทั้งเผยแพร่ให้ชาวนานำไปใช้ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และหน่วยงานทั้งของภาครัฐและเอกชน ได้นำไปบำบัดน้ำเสียได้อย่างเป็นผลที่น่าพอใจ มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยไม่มีการจดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด

มูลนิธิข้าวขวัญใช้จุลินทรีย์จากดินป่าห้วยขาแข้ง ในการหมักฟางในนาข้าวให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยย่ำฟางข้าวให้จมน้ำลึกประมาณ 30 เซนติเมตร เป็นเวลา 7-10 วัน ฟางก็จะย่อยสลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยไม่เกิดน้ำเน่าเสีย เพราะเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายสารอินทรีย์โดยไม่ใช้อากาศ (Anaerobic) จึงไม่ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง ดังเช่น กลุ่มจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายโดยใช้อากาศ (Aerobic)

ส่วนประกอบของจุลินทรีย์ที่ปั้นบอล ซึ่งมีทั้งกากน้ำตาลและรำข้าวนั้น ใช้เพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์ให้ขยายจำนวนมากขึ้น เมื่อปั้นก้อนเสร็จแล้วจะมีการบ่มหมักเอาไว้ เพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายกากน้ำตาลและรำข้าว เพื่อเพิ่มปริมาณ จุลินทรีย์เป็นเวลาอย่างน้อย 7-10 วัน ถ้าใครเคยทำ จะเห็นว่า ระหว่างนั้นจะเกิดความร้อนจากการหมัก เช่นเดียวกับการทำปุ๋ยหมักนั่นเอง เมื่อย่อยสลายสมบูรณ์จนไม่เกิดความร้อนแล้ว ค่อยนำไปใช้ จึงไม่ทำให้น้ำเน่าเสียเพิ่มขึ้นจากส่วนผสมเหล่านี้ (เข้าใจง่ายๆ รำกับกากน้ำตาลถูกย่อยสลายก่อนทิ้งลงน้ำด้วยซ้ำ)ฉะนั้น ความสำคัญ คือก่อนนำไปบำบัดลงน้ำ อินทรียวัตถุถูกย่อยสลายดีแล้วหรือยัง ตรงนี้คืออีกสิ่งที่ควรใส่ใจ

จุลินทรีย์จากดินป่านี้ โรงงานปูนซีเมนต์ไทยแก่งคอย ได้นำไปบำบัดน้ำเสีย ที่เกิดจากโรงงานผลิตถุงปูนซีเมนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำล้างกาว ปรากฏว่าสามารถบำบัดน้ำเสียได้ดี บีโอดี (Biochemical Oxygen Demand -ปริมาณของออกซิเจนที่แบคทีเรียใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์) ลดลงต่ำกว่า 20 สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ โรงงานปูนซีเมนต์ไทยแก่งคอยใช้จุลินทรีย์จากดินป่าบำบัดน้ำเสียมากว่า 5 ปี แล้ว ปัจจุบันก็ยังคงใช้ในการบำบัดอยู่อย่างได้ผลดี โดยไม่ต้องไปซื้อจุลินทรีย์จากที่ไหน ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ดังนั้น ด้วยประสบการณ์ตรงจากการใช้จุลินทรีย์จากดินป่ามากว่า 10 ปี ของมูลนิธิข้าวขวัญ เราได้ริเริ่มกิจกรรมปั้นจุลินทรีย์ เพื่อแจกจ่ายให้นำไปบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากน้ำท่วมขัง โดยคิดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบ้านที่เรารักหลังนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย โดยมั่นใจว่าจุลินทรีย์บอลที่เรามุ่งมั่นและตั้งใจทำนี้ จะไม่ทำร้ายบ้านที่เรารักอย่างแน่นอน

date9 Nov